ตั้งค่า
การตั้งค่าการทำงานระบบ MOLOG WMS
การจัดการพื้นที่จัดเก็บ
การสร้างพื้นที่จัดเก็บ (Location) พื้นที่จัดเก็บ (Location) คือตำแหน่งสำหรับเก็บสินค้าในคลัง หน้าจอเดียวกันนี้ใช้สร้างได้ทุกวัตถุประสงค์ ทั้งพื้นที่ปกติ พื้นที่สินค้าเสียหาย พื้นที่พักสินค้า ไปจนถึงการผูกกับระบบ ERP โดยต่างกันที่ค่าที่เลือกในแต่ละช่อง เข้าใช้งาน: เมนู ตั้งค่า > พื้นที่จัดเก็บ (Setting > Location) 1. การสร้างพื้นที่จัดเก็บ 1. เข้าเมนู ตั้งค่า > พื้นที่จัดเก็บ 2. คลิก เพิ่มรายการใหม่ (New) — ระบบแสดงหน้าจอกรอกข้อมูล 3. ระบุ รหัส, ชื่อสถานที่จัดเก็บ, รหัสยืนยันแบบสั้น และ ประเภทการจัดเก็บ 4. เลือก สถานะ ของพื้นที่จัดเก็บ (ดูตารางด้านล่าง) 5. เลือก ขอบเขตการจัดเก็บ ให้ตรงกับการใช้งานจริง 6. ระบุ ความกว้าง ยาว สูง พร้อมตรวจหน่วยความยาว (ระบบตั้งต้นเป็น เมตร) 7. ระบุ ความจุน้ำหนักและปริมาตร ที่พื้นที่นี้รองรับได้ 8. ระบุ น้ำหนักสูงสุด พร้อมตรวจหน่วยน้ำหนัก (ระบบตั้งต้นเป็น กิโลกรัม) 9. ตั้งค่า พื้นที่หยิบสินค้า — เปิดเมื่อขอบเขตเป็น "พื้นที่หยิบสินค้า", กรณีอื่นปิดไว้ 10. คลิก บันทึก → ผล: ระบบบันทึกพื้นที่จัดเก็บใหม่สำเร็จ สถานะของพื้นที่จัดเก็บ | สถานะ | เหมาะกับ | | ----------------- | ------------------------------------------------------------------------------------------------ | | ปกติ (Normal) | สินค้าทั่วไป สำหรับพื้นที่จัดเก็บหรือพื้นที่หยิบสินค้านำปล่อยออก | | เสียหาย (Damaged) | สินค้าที่มีความเสียหาย ใช้คัดแยกคุณภาพออกจากสินค้าปกติ | | พัก (Hold) | สินค้ารอตรวจสอบคุณภาพตอนรับเข้า, รอหยิบจนครบออเดอร์, หรือไม่ต้องการให้รวมกับกลยุทธ์การหยิบสินค้า | ข้อควรรู้ - ปริมาตรสูงสุด ระบบคำนวณให้อัตโนมัติจาก กว้าง × ยาว × สูง ไม่ต้องกรอกเอง - เมื่อเลือกขอบเขตเป็น "พื้นที่หยิบสินค้า" ระบบจะเปิดสวิตช์พื้นที่หยิบสินค้าให้อัตโนมัติ - รหัสสถานที่จัดเก็บห้ามซ้ำกันภายในคลังเดียวกัน 2. การสร้างตามวัตถุประสงค์เฉพาะ ใช้ขั้นตอนเดียวกับหัวข้อ 1 แต่ตั้งค่า 3 ช่องนี้ตามตาราง | ต้องการสร้างพื้นที่สำหรับ | สถานะ | ขอบเขตการจัดเก็บ | เหตุผลการพักสินค้า | พื้นที่หยิบสินค้า | | ------------------------- | ---------------- | --------------------- | ------------------ | ----------------- | | สินค้าเสียหาย | เสียหาย (Damage) | พื้นที่เก็บสินค้า | – | ปิด | | พักสินค้าชั่วคราวขาออก | พัก (Hold) | พื้นที่พักสินค้าขาออก | Freeze | ปิด | | พักสต็อกสินค้าสูญหาย | พัก (Hold) | พื้นที่เก็บสินค้า | Lost | ปิด | เมื่อเลือกสถานะเป็น "พัก (Hold)" ระบบจะแสดงช่อง เหตุผลการพักสินค้า ขึ้นมาให้เลือก 3. การผูกกับพื้นที่จัดเก็บในระบบ ERP (Binding ERP Location) ใช้เมื่อคลังสินค้ามีการเชื่อมต่อกับระบบภายนอกผ่าน MOLOG MLI (หน้าจอจะแสดงสัญลักษณ์การเชื่อมต่อไว้ด้านบนเสมอ) 1. เข้าเมนู ตั้งค่า > พื้นที่จัดเก็บ → คลิก เพิ่มรายการใหม่ (New) 2. กรอกข้อมูลพื้นที่จัดเก็บตามปกติ (หัวข้อ 1) 3. เลือก รหัสสถานที่จัดเก็บในระบบ ERP ตามที่สร้างไว้ก่อนหน้า 4. คลิก บันทึก สำหรับคลังที่ตั้งค่าให้เชื่อม ERP ช่องรหัส ERP จะเป็นช่องบังคับ — ต้องเลือกก่อนจึงจะบันทึกได้ 4. การสร้างพื้นที่จัดเก็บโดยการนำเข้าข้อมูล (Import) ใช้เมื่อต้องการสร้างพื้นที่จัดเก็บจำนวนมากพร้อมกัน 1. เข้าเมนู ตั้งค่า > พื้นที่จัดเก็บ → คลิก นำเข้าข้อมูล (Import) 2. ระบบแสดงข้อมูลพื้นฐานของเอกสารนำเข้า เช่น รหัสลูกค้า, ชื่อลูกค้า, รหัสคลังสินค้า 3. คลิก ถัดไป → ระบบเข้าสู่แท็บ รายการ 4. กรอกรายละเอียดพื้นที่จัดเก็บ — ช่องที่จำเป็นจะมี ตัวอักษรสีแดง กำกับไว้ 5. กรอกครบแล้วคลิก นำเข้าทันที → ผล: ระบบตรวจสอบข้อมูลก่อนนำเข้า แล้วแสดง Pop-up ผลการนำเข้า ข้อควรรู้: ดาวน์โหลด Template ก่อนกรอก ที่หน้าตารางตอนกำลังจะ Import จะมีไอคอน จุด 3 จุด มุมขวาบน คลิกแล้วเลือก ดาวน์โหลด จะได้ไฟล์ Excel Template มา ลูกค้าสามารถกรอกข้อมูลใน Excel ให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยคัดลอก (Copy) มาวางที่ตารางทีเดียว คำอธิบาย Toggle ในหน้า Import | Toggle | การตั้งค่า | พฤติกรรม | | ------------------------------------------------------ | ---------- | ---------------------------------------------------------- | | Stop import if error found (หยุดนำเข้าหากพบข้อผิดพลาด) | เปิด | หากมีแถวใดผิด ระบบหยุด Import ทันที — ไม่นำเข้าแถวใดเลย | | Stop import if error found (หยุดนำเข้าหากพบข้อผิดพลาด) | ปิด | นำเข้าเฉพาะแถวที่ถูกต้อง แล้วแจ้ง Error เฉพาะแถวที่มีปัญหา | หากนำเข้าข้อมูลซ้ำกับพื้นที่จัดเก็บเดิมในระบบ ระบบจะอัปเดตรายการเดิมโดยยึดข้อมูลจากการนำเข้าครั้งล่าสุด 5. การแก้ไขพื้นที่จัดเก็บ 1. เข้าเมนู ตั้งค่า > พื้นที่จัดเก็บ 2. ค้นหาและคลิกเข้าพื้นที่จัดเก็บที่ต้องการแก้ไขจากรายการ 3. แก้ไขข้อมูลในช่องที่ต้องการ 4. คลิก บันทึก → ผล: ระบบบันทึกการแก้ไขสำเร็จ ข้อควรรู้: หากแก้ไขขนาด (กว้าง/ยาว/สูง) ระบบจะคำนวณ ปริมาตรสูงสุด ใหม่ให้อัตโนมัติ 6. การลบพื้นที่จัดเก็บ 1. เข้าเมนู ตั้งค่า > พื้นที่จัดเก็บ 2. นำเมาส์ไปวาง (Hover) ที่แถวของพื้นที่จัดเก็บที่ต้องการลบ 3. คลิกไอคอน ถังขยะ ที่แถวนั้น 4. ระบบแสดง Pop-up ให้ยืนยัน — คลิก ลบ → ผล: ระบบลบพื้นที่จัดเก็บออกจากรายการ ข้อควรรู้: ไม่สามารถลบพื้นที่จัดเก็บที่ยังมีสินค้าคงเหลืออยู่ได้ ต้องย้ายหรือเคลียร์สินค้าออกจากพื้นที่นั้นก่อน (ตรวจสอบเงื่อนไขกับหน้าจอจริง) 7. การส่งออกข้อมูล (Export Excel) ใช้เมื่อต้องการนำข้อมูลพื้นที่จัดเก็บออกไปใช้งานต่อ เช่น ตรวจสอบหรือเก็บเป็นไฟล์ 1. เข้าเมนู ตั้งค่า > พื้นที่จัดเก็บ 2. (ถ้าต้องการ) กรองหรือค้นหาเฉพาะรายการที่ต้องการส่งออก 3. คลิกปุ่ม ส่งออกเอ็กเซล (Export Excel) → ผล: ระบบดาวน์โหลดข้อมูลพื้นที่จัดเก็บออกมาเป็นไฟล์ Excel ตามรายการที่เลือก
ค่าตั้งต้นผู้ใช้งาน
ค่าตั้งต้นผู้ใช้งาน (User Default) ใช้กำหนดคลังสินค้าและสโตเลอร์ที่จะให้เป็น "ค่าตั้งต้น" สำหรับการใช้งานระบบของผู้ใช้แต่ละคน เมื่อตั้งค่าแล้ว ระบบจะดึงข้อมูลของคลัง/สโตเลอร์นั้นมาแสดงให้อัตโนมัติทุกครั้งที่เข้าใช้งาน เข้าใช้งาน: เมนู การตั้งค่า > ค่าตั้งต้นผู้ใช้งาน (Setting > User Default) 1. การกำหนดคลังสินค้าตั้งต้น (Default Warehouse) ใช้เปลี่ยนคลังสินค้าและโซนที่จะให้เป็นค่าตั้งต้นในการใช้งานระบบ 1. เข้าเมนู การตั้งค่า > ค่าตั้งต้นผู้ใช้งาน > คลังสินค้า (Setting > User Default > Warehouse) 2. เลือกคลังสินค้าที่ต้องการตามรายการที่ระบบแสดง 3. กดปุ่ม ยืนยัน (Save) เพื่อบันทึก → ผล: ระบบบันทึกคลังสินค้าตั้งต้นสำเร็จ ข้อควรรู้ - ควรเลือกไว้ 1 คลังสินค้าเสมอ ไม่ควรปล่อยเป็นค่าว่าง เพราะจะกระทบต่อการดึงข้อมูลบางส่วน เช่น Master Location และสินค้าคงคลัง 2. การกำหนดสโตเลอร์ตั้งต้น (Default Storer) ใช้เฉพาะ ลูกค้ากลุ่มผู้ให้บริการคลังสินค้า (3PL) เท่านั้น ใช้เปลี่ยนสโตเลอร์ที่จะให้เป็นค่าตั้งต้นในการใช้งานระบบ 1. เข้าเมนู การตั้งค่า > ค่าตั้งต้นผู้ใช้งาน > สโตเลอร์ (Setting > User Default > Storer) 2. เลือกสโตเลอร์ที่ต้องการตามรายการที่ระบบแสดง 3. กดปุ่ม ยืนยัน (Save) เพื่อบันทึก → ผล: ระบบบันทึกสโตเลอร์ตั้งต้นสำเร็จ ข้อควรรู้: ควรเลือกไว้ 1 สโตเลอร์เสมอ ไม่ควรปล่อยเป็นค่าว่าง เพราะจะกระทบต่อการดึงข้อมูลบางส่วน
การจัดการข้อมูลสินค้า
การจัดการข้อมูลสินค้า (Master SKU) SKU (Stock Keeping Unit) คือข้อมูลสินค้าหลักของระบบ — สินค้าทุกชิ้นที่เคลื่อนไหวในคลัง ทั้งการรับเข้า จัดเก็บ หยิบ และจัดส่ง ล้วนอ้างอิงจาก SKU ที่สร้างไว้ในหน้านี้ หน้าจอเดียวกันนี้ใช้บันทึกข้อมูลสินค้าได้ครบทุกด้าน ตั้งแต่ข้อมูลทั่วไป ขนาด/น้ำหนัก บาร์โค้ด ไปจนถึงเงื่อนไขการจัดเก็บและสินค้าชุด (BOM) โดยแบ่งเป็นแท็บ เข้าใช้งาน: เมนู ตั้งค่า > สินค้า (Setting > SKU) 1. การสร้างสินค้าใหม่ (Create SKU) การสร้าง SKU ทำผ่านฟอร์มที่แบ่งเป็นหลายแท็บ ให้กรอกแท็บแรก (รายละเอียด) ให้ครบก่อน แล้วจึงไปกรอกแท็บอื่นตามความจำเป็น 1. เข้าเมนู ตั้งค่า > สินค้า 2. คลิก เพิ่มรายการใหม่ (Add New) — ระบบเปิดฟอร์มกรอกข้อมูลทางด้านขวา 3. ที่แท็บ รายละเอียด (Detail) กรอกข้อมูลหลักของสินค้า - เลือก เจ้าของสินค้า (Storer) (แสดงเฉพาะระบบที่ให้บริการแบบหลายเจ้าของสินค้า / 3PL) - ระบุ รหัสสินค้า (SKU Code) และ ชื่อสินค้า (SKU Description) - เลือก ประเภทพื้นที่จัดเก็บ, กลุ่มบริการการจัดเก็บ และ ประเภทสินค้า - อัปโหลดรูปสินค้าได้หากต้องการ 1. กรอกข้อมูลในแท็บอื่นตามความจำเป็นและที่ระบบต้องการขั้นต่ำ (ดู ตารางสรุปแท็บ ด้านล่าง) 2. คลิก บันทึก (Save) → ผล: ระบบบันทึกสินค้าใหม่และแสดงในรายการ ข้อควรรู้ - รหัสสินค้า (SKU Code) ห้ามซ้ำกันภายในเจ้าของสินค้า (Storer) เดียวกัน - ช่องที่มี **เครื่องหมาย *** หรือ ตัวอักษรสีแดง คือช่องบังคับ ต้องกรอกก่อนจึงบันทึกได้ - ปริมาตร ระบบคำนวณให้อัตโนมัติจากกว้าง × ยาว × สูง ไม่ต้องกรอกเอง ตารางสรุปแท็บในฟอร์ม | แท็บ | ใช้ทำอะไร | จุดสำคัญ | | --------------------------- | --------------------------------------- | -------------------------------------------------------------------------------------------------------- | | รายละเอียด (Detail) | ข้อมูลหลักของสินค้า | รหัส, ชื่อ, ประเภทพื้นที่จัดเก็บ, รูปสินค้า (ช่องบังคับส่วนใหญ่อยู่ที่นี่๗ | | ขนาด (Size) | ขนาดและน้ำหนักต่อหน่วยบรรจุ | กว้าง/ยาว/สูง, น้ำหนักสุทธิ/รวม, รองรับหลายระดับบรรจุ (เช่น ชิ้น → กล่อง → พาเลท); ปริมาตรคำนวณอัตโนมัติ | | บาร์โค้ด (Barcode) | ผูกบาร์โค้ดเข้ากับหน่วยบรรจุ | เพิ่ม/แก้ไข/พิมพ์ฉลาก/ลบ บาร์โค้ดได้; ระบบเตือนหากบาร์โค้ดซ้ำ | | เงื่อนไขจัดการ (Condition) | กลยุทธ์จัดเก็บ-หยิบ และระดับสต็อก | กลยุทธ์ Putaway/Pick/Replenishment, รอบเวลานำ (Lead Time), สต็อกสูงสุด, อายุสินค้าขั้นต่ำ | | สินค้าชุด (BOM) | กำหนดสินค้าที่ประกอบจากสินค้าลูกหลายตัว | ใช้เมื่อเปิด Toggle BOM; ระบุสินค้าลูก + จำนวนต่อชุด | | อื่น ๆ (Other) | ฟิลด์กำหนดเอง + หมายเหตุ | ช่องเพิ่มเติมที่ตั้งค่าได้ตามเจ้าของสินค้า | คำอธิบาย Toggle ในแท็บรายละเอียด | Toggle | เมื่อเปิด | | -------------------- | --------------------------------------------------------------- | | เปิดใช้งาน (Active) | สินค้าพร้อมใช้งานในระบบ หากปิด สินค้าจะถูกระงับไม่ให้เคลื่อนไหว | | สินค้าชุด (BOM) | ทำเครื่องหมายว่าสินค้านี้เป็นสินค้าชุด และเปิดให้กรอกแท็บ BOM | เกี่ยวกับช่องที่คำนวณอัตโนมัติ: ในแท็บเงื่อนไข ช่องอย่าง ปริมาณการใช้เฉลี่ยต่อวัน, สต็อกขั้นต่ำ และ จำนวนสั่งซื้อขั้นต่ำ เป็นช่องที่ระบบคำนวณให้จากประวัติการเคลื่อนไหว — แก้ไขเองไม่ได้ 2. การนำเข้าข้อมูล (Import) ใช้เมื่อต้องการสร้างหรือปรับปรุงสินค้าจำนวนมากพร้อมกัน หน้านำเข้าจะแยกข้อมูลเป็นหลายชีต (เช่น รายละเอียด, ขนาด, บาร์โค้ด, BOM ฯลฯ) แต่ขั้นตอนการใช้งานเหมือนกัน 1. เข้าเมนู ตั้งค่า > สินค้า → คลิก นำเข้าข้อมูล (Import) 2. เลือก เจ้าของสินค้า (Storer) แล้วคลิก ถัดไป (Next) (แสดงเฉพาะระบบแบบหลายเจ้าของสินค้า) 3. สามารถดาวน์โหลด Excel Template จากเมนู จุด 3 จุด มุมขวาบน 4. กรอกข้อมูลในแต่ละชีต — ช่องที่จำเป็นจะมี หัวคอลัมน์สีแดง กำกับ 5. ตั้งค่า Toggle ตามต้องการ (ดูตารางด้านล่าง) 6. คลิก บันทึก (Save) เพื่อเก็บเป็นร่างไว้แก้ภายหลัง หรือคลิก นำเข้า (Import) เพื่อนำเข้าจริง → ผล: ระบบตรวจสอบข้อมูล แล้วแสดง Pop-up สรุปผลการนำเข้า (จำนวนที่สร้าง/อัปเดต/ล้มเหลว) เคล็ดลับ: แนะนำให้กรอกข้อมูลใน Excel Template ให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยคัดลอก (Copy) มาวางในตารางทีเดียว คำอธิบาย Toggle ในหน้า Import | Toggle | เมื่อเปิด | | ---------------------------------------------------------------------- | ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- | | หยุดการนำเข้าทั้งหมด หากติดปัญหาบางรายการ (Stop import if error found) | หากมีแถวใดผิด ระบบหยุดนำเข้าทั้งหมดทันที — ไม่นำเข้าแถวใดเลย (หากปิด จะนำเข้าเฉพาะแถวที่ถูกต้อง แล้วแจ้ง Error เฉพาะแถวที่มีปัญหา) | หากนำเข้าข้อมูลซ้ำกับสินค้าเดิมในระบบ ระบบจะอัปเดตรายการเดิมตามข้อมูลจากการนำเข้าครั้งล่าสุด 3. การแก้ไขสินค้า (Edit) 1. เข้าเมนู ตั้งค่า > สินค้า 2. ค้นหาและคลิกที่แถวของสินค้าที่ต้องการ — ระบบเปิดฟอร์มทางด้านขวา 3. เลือกแท็บที่ต้องการแก้ไข แล้วแก้ข้อมูลในช่องนั้น 4. คลิก บันทึก (Save) → ผล: ระบบบันทึกการแก้ไขสำเร็จ 4. การเปิด/ปิดการใช้งานสินค้า (Active / Unactive) หน้านี้ใช้การ เปิด/ปิดสถานะ แทนการลบสินค้า เพื่อรักษาประวัติการเคลื่อนไหวไว้ สินค้าที่ปิดการใช้งานจะไม่ถูกนำไปใช้ในงานใหม่ 1. เข้าเมนู ตั้งค่า > สินค้า 2. ติ๊กเลือกสินค้าที่ต้องการ (เลือกได้หลายรายการพร้อมกัน) — ระบบแสดงจำนวนรายการที่เลือกไว้ด้านบน 3. เปิดเมนูจัดการ แล้วเลือก เปิดใช้งาน (Active) หรือ ปิดใช้งาน (Unactive) → ผล: ระบบเปลี่ยนสถานะของสินค้าที่เลือกทั้งหมด หากต้องการยกเลิกการเลือก คลิก ยกเลิกการเลือก (Cancel Selection) 5. การส่งออกข้อมูล (Export Excel) ใช้เมื่อต้องการนำข้อมูลสินค้าออกไปตรวจสอบหรือเก็บเป็นไฟล์ ระบบส่งออกเป็นไฟล์ Excel แบบหลายชีต (ข้อมูลหลัก, ขนาด, บาร์โค้ด, ราคา, การขนส่ง, BOM, ตำแหน่งจัดเก็บเริ่มต้น, กลยุทธ์) 1. เข้าเมนู ตั้งค่า > สินค้า 2. (ถ้าต้องการ) ค้นหาหรือกรองเฉพาะรายการที่ต้องการส่งออก 3. คลิกปุ่ม ส่งออกเอ็กเซล (Export Excel) แล้วเลือก - ส่งออกเอ็กเซล (Export Excel) — เฉพาะหน้าที่แสดงอยู่ - ส่งออกเอ็กเซลทั้งหมด (Export Excel All) — ทุกรายการทุกหน้า → ผล: ระบบดาวน์โหลดข้อมูลสินค้าออกมาเป็นไฟล์ Excel
Setting Storer Default
Setting Storer Default สามารถตั้งค่าแยกการทำงานออกเป็น 9 ส่วนดังนี้ 1. General สำหรับกำหนดข้อมูลที่ผู้ใช้ต้องการใช้อ้างอิงจากระบบอื่นแบบไดนามิก หรือข้อมูลที่ผู้ใช้ต้องการเพิ่มเติมจากที่ระบบ MOLOG ให้ รวมถึงการควบคุมจำนวนหลักในระบบ 2. Job Control เป็นการตั้งค่าเพื่อกำหนดแนวทางการทำงานต่าง ๆ ของระบบ ให้ระบบดำเนินการโดยอัติโนมัติเมื่อตรงตามเงื่อนไข 3. Footer Report เป็นการตั้งค่าเพื่อให้รายงานต่าง ๆ ในระบบระบุส่วนท้ายรายงานตามการตั้งค่า 4. SKU User Defined สำหรับระบุข้อมูลสินค้าเพิ่มเติม และสามารถกำหนดค่าเพื่อแสดงข้อมูลเพิ่มเติมเหล่านี้บนข้อมูลอื่นๆ เช่น การตรวจสอบสต็อกสินค้า เป็นต้น 5. Receive User Defined สำหรับระบุข้อมูลขาเข้าเพิ่มเติม และสามารถกำหนดค่าเพื่อแสดงข้อมูลเพิ่มเติมเหล่านี้บนข้อมูลอื่นๆ เช่น การแสดงข้อมูลในเอกสารรับเข้าส่วนที่เป็นรายการสินค้า เป็นต้น 6. Release User Defined สำหรับระบุข้อมูลขาออกเพิ่มเติม และสามารถกำหนดค่าเพื่อแสดงข้อมูลเพิ่มเติมเหล่านี้บนข้อมูลอื่นๆ เช่น การแสดงข้อมูลในเอกสารปล่อยสินค้าส่วนที่เป็นรายการสินค้า เป็นต้น 7. Pack Strategy สำหรับกำหนดเงื่อนไขการเรียกใช้กลยุทธ์การบรรจุ เช่น ของขวัญ รายงาน ฯลฯ 8. Sequence Strategies สำหรับหมายเลขต่อเนื่อง ที่สามารถกำหนดเป็นรูปแบบพิเศษได้ 9. Pallet and Lot Control สำหรับควบคุมล็อต พาเลท และกล่อง เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะสำหรับรูปแบบข้อมูลที่ต้องการ 1. Setting General 1. กำหนด Customer Reference Receive ได้ 4 รายการ 1. กำหนดให้ Customer Reference Receive ทั้ง 4 ที่แสดงบนเอกสารรับเข้าเป็นข้อมูล Unique ในระบบ 2. กำหนดให้ Customer Reference Receive ทั้ง 4 ที่แสดงบนเอกสารรับเข้า ไม่ต้องระบุได้ 3. กำหนดให้ Customer Reference Receive ทั้ง 4 ที่แสดงบนเอกสารรับเข้า เป็นข้อมูลจำเป็น หากไม่ได้ระบุให้มีการแจ้งเตือนได้ 4. กำหนดให้ Customer Reference Receive ทั้ง 4 ที่แสดงบนเอกสารรับเข้า เป็นข้อมูลจำเป็น หากไม่ได้ระบุไม่สามารถดำเนินการใดต่อได้ 2. กำหนด Customer Reference Release ได้ 4 รายการ 1. กำหนดให้ Customer Reference Release ทั้ง 4 ที่แสดงบนเอกสารรับเข้าเป็นข้อมูล Unique ในระบบ 2. กำหนดให้ Customer Reference Release ทั้ง 4 ที่แสดงบนเอกสารรับเข้า ไม่ต้องระบุได้ 3. กำหนดให้ Customer Reference Release ทั้ง 4 ที่แสดงบนเอกสารรับเข้า เป็นข้อมูลจำเป็น หากไม่ได้ระบุให้มีการแจ้งเตือนได้ 4. กำหนดให้ Customer Reference Release ทั้ง 4 ที่แสดงบนเอกสารรับเข้า เป็นข้อมูลจำเป็น หากไม่ได้ระบุไม่สามารถดำเนินการใดต่อได้ 3. สามารถกำหนด Label ของ Customer Reference Receive และ Customer Reference Release เหมือนกันได้ 4. กำหนด Digit Control ให้กับ Qty ได้ และจะมีผลกับข้อมูล QTY ทุกจุดในระบบ 5. กำหนด Digit Control ให้กับ Volume ของ SKU ได้ และจะมีผลกับข้อมูล Volume ทุกจุดในระบบ 6. กำหนด Digit Control ให้กับ Gross Weight ของ SKU ได้ และจะมีผลกับข้อมูล Gross Weight ทุกจุดในระบบ 7. กำหนด Digit Control ให้กับ Net Weight ของ SKU ได้ และจะมีผลกับข้อมูล Net Weight ทุกจุดในระบบ 8. กำหนด Digit Control ให้กับ Length ของ SKU ได้ และจะมีผลกับข้อมูล Length ทุกจุดในระบบ 9. เปิด/ปิดใช้งาน Customer Reference Receive / Customer Reference Release ได้พร้อมกัน 2. Setting Job Control 1. กำหนดให้ดึงเอกสารเข้าระบบ WMS มาเป็นสถานะ Draft เพื่อตรวจสอบความถูกต้องก่อนได้ 2. เปิดใช้งานให้ระบบเปลี่ยนสถานะเอกสารจาก OPENED เป็น ALLOCATED อัตโนมัติ เมื่อมีการเปิดใช้งาน Draft เท่านั้น 3. เปิดใช้งานให้ระบบเปลี่ยนสถานะเอกสารจาก OPENED เป็น PICKED อัตโนมัติ เมื่อมีการเปิดใช้งาน Draft เท่านั้น ข้อ 2 และ 3 ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น 4. เปิดใช้งานให้ระบบเปลี่ยนสถานะเอกสารเป็น CLOSED อัตโนมัติ เมื่อมีการหยิบ (PICKED) สินค้าครบแล้ว 5. เปิดใช้งานให้ระบบเปลี่ยนสถานะเอกสารเป็น CLOSED อัตโนมัติ เมื่อมีการแพ็ก (PACKED) สินค้าสำเร็จแล้ว ข้อ 4 และ 5 ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น 6. เปิดอนุญาตให้ทำการสแกนโหลดสินค้าขึ้นรถ (Scan Out) น้อยกว่าจำนวนสินค้าที่หยิบมา ตั้งแต่ 1-99% 7. เปิดอนุญาตให้ทำการรับสินค้าเข้ามากกว่าจำนวนสินค้าในเอกสารรับสินค้าล่วงหน้า ตั้งแต่ 1-99% 8. เปิดอนุญาตให้ทำการรับสินค้าเข้าน้อยกว่าจำนวนสินค้าในเอกสารรับสินค้าล่วงหน้า ตั้งแต่ 1-99% 9. เปิดใช้งาน ส่งอีเมลอัตโนมัติหลังสถานะการปล่อยสินค้าเป็น ALLOCATED 10. เปิดใช้งาน พักสินค้าทันทีเมื่อกำลังรับสินค้า พร้อมระบุเหตุผลการพักสินค้า 3. Setting SKU User Defined 1. สามารถกำหนดข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมได้ทั้งหมด 10 รายการ 2. หลังจากกำหนดแล้วข้อมูลจะแสดงผลที่ Master SKU, Inventory Enquiry, Cycle Count, Inventory History, Traceability และ report ที่เกี่ยวข้อง 3. สามารถกำหนด Data Type ของข้อมูลเป็น Text หรือ Base Customize (Dropdown) ได้ 4. Setting Receive User Defined 1. สามารถกำหนดข้อมูลรับเข้าเพิ่มเติมส่วน Header เอกสารได้ทั้งหมด 16 รายการ และส่วน Item เอกสารรับเข้าได้ทั้งหมด 30 รายการ 2. หลังจากกำหนดแล้วข้อมูลจะแสดงผลที่ ASN, Goods Receipt, Request Return, Goods Receipt Return, Inventory Enquiry, Inventory History, Traceability, PSO, DSO และ report ที่เกี่ยวข้อง 3. สามารถกำหนด Data Type ของข้อมูลเป็น Text หรือ Base Customize (Dropdown) ได้ 5. Setting Release User Defined 1. สามารถกำหนดข้อมูลปล่อยสินค้าเพิ่มเติมส่วน Header เอกสารได้ทั้งหมด 16 รายการ และส่วน Item เอกสารปล่อยสินค้าได้ทั้งหมด 30 รายการ 2. หลังจากกำหนดแล้วข้อมูลจะแสดงผลที่ Load Planning, PSO, DSO, Inventory Enquiry, Inventory History, Traceability และ report ที่เกี่ยวข้อง 3. สามารถกำหนด Data Type ของข้อมูลเป็น Text หรือ Base Customize (Dropdown) ได้ 6. Setting Pack Strategy 1. เลือกผูก Pack strategy กับ Warehouse ต่าง ๆ ในระบบได้ที่นี่ 2. จำเป็นต้องมี Master Pack Strategy ก่อนเสมอ 3. ไม่จำเป็นต้องเลือกผูก Pack Strategy กับ Warehouse ที่ใช้เข้าสู่ระบบ แต่จำเป็นต้องมีสิทธิ์ในการตั้งค่าและเข้าถึง Warehouse ต่าง ๆ 7. Setting Sequence Strategies 1. สามารถตั้งค่าไว้เพื่อใช้กับการรันหมายเลขต่อเนื่องของพาเลท / ล็อต / กล่อง 2. สามารถเพิ่ม / ลบ Strategies ที่ตั้งค่าไว้ได้ตลอดเวลา 3. เลือก Product Type แบบเต็มเป็นส่วนหนึ่งของการรันหมายเลขต่อเนื่องได้ 4. เลือก Product Type เพียง 1 ตัวอักษรด้านหน้า เป็นส่วนหนึ่งของการรันหมายเลขต่อเนื่องได้ 5. เลือก Storage Type แบบเต็มเป็นส่วนหนึ่งของการรันหมายเลขต่อเนื่องได้ 6. เลือก Storage Type เพียง 1 ตัวอักษรด้านหน้า เป็นส่วนหนึ่งของการรันหมายเลขต่อเนื่องได้ 7. กำหนดให้ใช้วันที่ปัจจุบันใน Format YYYYMMDD เป็นส่วนหนึ่งของการรันหมายเลขต่อเนื่องได้ 8. กำหนดให้ใช้วันที่ปัจจุบันใน Format YYYYMMDDHHmmss เป็นส่วนหนึ่งของการรันหมายเลขต่อเนื่องได้ 9. กำหนดให้ใช้วันที่ปัจจุบันใน Format DDMMYYYY เป็นส่วนหนึ่งของการรันหมายเลขต่อเนื่องได้ 10. กำหนดให้ใช้วันที่หมดอายุของตัวสินค้า Format YYYYMMDD เป็นส่วนหนึ่งของการรันหมายเลขต่อเนื่องได้ 11. กำหนดให้ใช้วันที่หมดอายุของตัวสินค้า Format DDMMYYYY เป็นส่วนหนึ่งของการรันหมายเลขต่อเนื่องได้ 12. กำหนดให้ใช้วันที่ผลิตของตัวสินค้า Format YYYYMMDD เป็นส่วนหนึ่งของการรันหมายเลขต่อเนื่องได้ 13. กำหนดให้ใช้วันที่ผลิตของตัวสินค้า Format DDMMYYYY เป็นส่วนหนึ่งของการรันหมายเลขต่อเนื่องได้ 14. กำหนดให้ใช้วันที่ผลิตของตัวสินค้า Format DD เป็นส่วนหนึ่งของการรันหมายเลขต่อเนื่องได้ 15. กำหนดให้ใช้วันที่ผลิตของตัวสินค้า Format MM เป็นส่วนหนึ่งของการรันหมายเลขต่อเนื่องได้ 16. กำหนดให้ใช้วันที่ผลิตของตัวสินค้า Format YY เป็นส่วนหนึ่งของการรันหมายเลขต่อเนื่องได้ 17. กำหนดให้ใช้วันที่รับสินค้าเข้าระบบ Format YYYYMMDD เป็นส่วนหนึ่งของการรันหมายเลขต่อเนื่องได้ 18. กำหนดให้ใช้วันที่รับสินค้าเข้าระบบ Format DDMMYYYY เป็นส่วนหนึ่งของการรันหมายเลขต่อเนื่องได้ 19. กำหนดให้ใช้วันที่รับสินค้าเข้าระบบ Format YYYYMMDDHHmmss เป็นส่วนหนึ่งของการรันหมายเลขต่อเนื่องได้ 20. เลือก Receive Header User Defined 1-16 เป็นส่วนหนึ่งของการรันหมายเลขต่อเนื่องได้ หากมีการตั้งค่า Receive Header User Defined ไว้ 21. เลือก Receive Item User Defined 1-30 เป็นส่วนหนึ่งของการรันหมายเลขต่อเนื่องได้ หากมีการตั้งค่า Receive Item User Defined ไว้ 22. เลือก Customer Reference Receive 1-4 เป็นส่วนหนึ่งของการรันหมายเลขต่อเนื่องได้ หากมีการตั้งค่า Customer Reference Receive ไว้ 23. เลือก Lot No เป็นส่วนหนึ่งของการรันหมายเลขต่อเนื่องได้ 24. ไม่สามารถนำ Seq Strategy ที่เลือก Lot No มาเป็นส่วนหนึ่งของการรันหมายเลขต่อเนื่องไปใช้กับ Lot ได้ (ใช้ได้แค่กับการรันเลขพาเลท / เลขกล่อง เท่านั้น) 25. เลือก Supplier Code เป็นส่วนหนึ่งของการรันหมายเลขต่อเนื่องได้ 26. เลือก SKU Code เป็นส่วนหนึ่งของการรันหมายเลขต่อเนื่องได้ 27. เลือก Pallet เป็นส่วนหนึ่งของการรันหมายเลขต่อเนื่องได้ 28. ไม่สามารถนำ Seq Strategy ที่เลือก Pallet มาเป็นส่วนหนึ่งของการรันหมายเลขต่อเนื่องไปใช้กับ Pallet ได้ (ใช้ได้แค่กับการรันเลขล็อต / เลขกล่อง เท่านั้น) 29. เลือก Carton เป็นส่วนหนึ่งของการรันหมายเลขต่อเนื่องได้ 30. ไม่สามารถนำ Seq Strategy ที่เลือก Carton มาเป็นส่วนหนึ่งของการรันหมายเลขต่อเนื่องไปใช้กับ Carton ได้ (ใช้ได้แค่กับการรันเลขพาเลท / เลขล็อต เท่านั้น) 31. เลือก Customize Running Number ได้ การ Set Customize Running Number สามารถ Set ได้ดังนี้ 1. กำหนดชื่อ Running Number ที่ต้องการ 2. กำหนด Digit ของ Running Number ที่ต้องการ 3. เปิด Extend 4. ระบุ Field ในระบบที่ต้องการนำเป็นประกอบเป็น Running Number โดยระบบจะนำเฉพาะตัวเลขที่ถูกกรอกลง Field นั้นมาเท่านั้น สามารถระบุได้ทั้งหมด 7 รายการ เช่น เลือก Field Customer Reference Receive 1 (ใส่เป็น Label ที่ตั้งไว้ตอนแรก) เมื่อระบบตรวจพบว่า Field Customer Reference Receive 1 ของเอกสารเป็นค่า PO260217 ระบบจะนำเพียง 260217 มาเป็น Running Number ตามจำนวน Digit ที่กำหนดไว้ที่ข้อ 2 เท่านั้น 8. Setting Pallet and Lot Control 1. ในการตั้งค่าจะใช้ข้อมูลส่วนหนึ่งร่วมกับ Module Sequence Strategies 2. หากไม่ได้ทำการ Set Sequence Strategies มาก่อน ส่วน Sequence Strategies จะเป็นค่าตั้งต้นของระบบ คือ 0000000001 ถึง 9999999999 3. เปิดให้ระบบตรวจสอบความ Unique ของ Lot No ได้ 4. กำหนดให้ Lot No ไม่ต้องระบุได้ 5. กำหนดให้ Lot No เป็นข้อมูลจำเป็น หากไม่ได้ระบุให้มีการแจ้งเตือนได้ 6. กำหนดให้ Lot No เป็นข้อมูลจำเป็น หากไม่ได้ระบุไม่สามารถดำเนินการใดต่อได้ 7. การควบคุมล็อตที่ตั้งค่าในส่วนนี้จะมีผลแค่กับเอกสาร Inbound เท่านั้น 8. เลือก Sequence Strategies ที่สร้างไว้ก่อนหน้า ให้กับ Lot No ได้ 9. เปิดให้รับพาเลทเข้าคลัง ซ้ำกับเลขพาเลทที่อยู่ในคลังได้ 10. กำหนดให้ Pallet ไม่ต้องระบุได้ 11. กำหนดให้ Pallet เป็นข้อมูลจำเป็น หากไม่ได้ระบุให้มีการแจ้งเตือนได้ 12. กำหนดให้ Pallet เป็นข้อมูลจำเป็น หากไม่ได้ระบุไม่สามารถดำเนินการใดต่อได้ 13. การควบคุมพาเลทที่ตั้งค่าในส่วนนี้จะมีผลแค่กับเอกสาร Inbound เท่านั้น 14. เลือก Sequence Strategies ที่สร้างไว้ก่อนหน้า ให้กับ Pallet ได้ 15. กำหนดให้ Carton ไม่ต้องระบุได้ 16. กำหนดให้ Carton เป็นข้อมูลจำเป็น หากไม่ได้ระบุให้มีการแจ้งเตือนได้ 17. กำหนดให้ Carton เป็นข้อมูลจำเป็น หากไม่ได้ระบุไม่สามารถดำเนินการใดต่อได้ 18. การควบคุมเลขกล่องที่ตั้งค่าในส่วนนี้จะมีผลแค่กับเอกสาร Inbound เท่านั้น 19. เลือก Sequence Strategies ที่สร้างไว้ก่อนหน้า ให้กับ Carton ได้